เกี่ยวกับคริส เครเคอร์

เกี่ยวกับคริส เครเคอร์

คริส เครเคอร์ ได้ผ่านการทำงานในธุรกิจดนตรีมากว่า 25 ปี นอกจากเคยถูกรับเลือกเข้าชิงรางวัลแกรมมี่แล้ว เขายังได้รับรางวัลมากมาย จากงานผลงานต่างๆ ในฐานะนักดนตรี ศิลปิน นักแต่งเพลง ผู้เรียบเรียง โปรดิวเซอร์ ซาวน์เอ็นจิเนียร์ ผู้ก่อตั้งค่ายเพลง ผู้จัดการส่วนตัวศิลปิน นักเขียน นักวิจารณ์ ผู้บรรยาย ที่ปรึกษา และล่าสุดคือในฐานะผู้จัดการทั่วไปและรองประธานอาวุโสบริษัท โซนี่ บีเอ็มจี มาสเตอร์เวิร์คส์ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเขาเป็นผู้ดูแลทั้งสำนักงานที่กรุงลอนดอน และนครนิวยอร์ก พายหลังได้ลาออกจากตำแหน่งในเดือนเมษายน ปี พ.ศ. 2551 เขาจึงได้มีโอกาสกลับมาทำธุรกิจส่วนตัวอีกครั้งหนึ่ง นอกจากจะให้คำปรึกษากับหน่วยงานใหญ่ต่างๆ ที่เกี่ยวกับดนตรี สื่อ โทรทัศน์ และงานศิลปะแล้ว คริสยังได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านสื่อสารโทรคมนาคมและภาพยนตร์ อีกทั้งยังบริหารจัดการศิลปินในบริษัท เครเคอร์ มีเดีย ของเขาเองอีกด้วย

คริสยังได้เปิดห้องบันทึกเสียงระดับคุณภาพที่มีห้องพักในตัวที่ประเทศไทย ชื่อว่า คาร์ม่า ซาวด์ สตูดิโอส์ ซึ่งหลังจากเปิดทำการเพียงไม่นาน ผู้ที่เข้ามาใช้บริการรุ่นแรกๆ ได้แก่วงดนตรีระดับโลกอย่าง Placebo และ Jamiroquai ซึ่งหลังจากนั้นมีศิลปินต่างๆ เช่น Bullet for My Valentine, Young Guns, Enter Shikari, In Colour, Franko, ไมร่า, ทาทา ยัง ฯลฯ เข้ามาใช้บริการห้องบันทึกเสียงนี้อย่างต่อเนื่อง โดยมีศิลปินอื่นๆ เข้ามาเยี่ยมชมได้แก่ Jessie J และ Jimmy Page อีกด้วย: www.karmasoundstudios.com 

ตั้งแต่ยุค 80 คริสเคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฝ่าย A&R และโปรดิวส์ผลงานเพลงคลาสสิค แจ๊ส และป๊อป กว่า 400 ชิ้น ถือได้ว่าเป็นโปรดิวส์เซอร์ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคนหนึ่งในสหราชอาณาจักร โดยเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในความสำเร็จของยอดขายนับล้าน และให้คำปรึกษากับศิลปินต่างๆ นับร้อย ซึ่งการทำงานที่ผ่านมาทำให้เขาต้องเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ยุโรป อเมริกา และเอเชีย เพื่อไปร่วมงานกับค่ายเพลงต่างๆ เช่น BMG, EMI, Decca, Virgin, PolyGram, Universal, Sony, Koch, ASV, Naxos และ Marco Polo (รวมถึงค่ายเพลงอิสระกว่า 30 แห่ง)

การทำสตูดิโอสำหรับงาน Post Production ในช่วงยุค 90 ทำให้คริสเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในระดับนานาชาติอย่างรวดเร็ว โดยเขาได้บริหารกิจการห้องบันทึกเสียงที่มีนวัตกรรมใหม่และมีประสิทธิภาพที่สุดแห่งหนึ่งในสหราชอาณาจักร รวมถึงให้บริการสถานที่และอุปกรณ์บันทึกเสียง และคิดค้นแนวทางด้าน A&R ให้กับค่ายเพลงใหญ่ทั่วโลกมากมาย ในนามบริษัท แบล็คบ็อกซ์ มิวสิค จำกัด ของเขาเอง ต่อมาในเดือนเมษยน ปี ค.ศ. 1998 เขาได้เปิดค่ายเพลงชื่อว่า แบล็คบ็อกซ์ (Black Box) ซึ่งตอนนี้เป็นของยูนิเวอร์แซล (Universal) และยังคงเป็นที่รู้จักในความเป็นค่ายเพลงอิสระรุ่นแรกๆ ที่ประสบความสำเร็จในแนวเพลงคลาสสิคกับแจ็ส 

คริสได้มีโอกาสร่วมงานกันศิลปิน วงออเคสตร้า และนักดนตรีระดับโลกมากมาย ในตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา เขายังเป็นผู้ออกแบบแนวทางสำหรับงานเพลงหลากหลายประเภทให้กับ PolyGram/Universal, Sony, Decca, EMI, Classic FM/BMG และ Virgin อีกด้วย ซึ่งบ่อยครั้งที่เขาเป็นผู้ดูแลในทุกๆ ขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็น A&R การพัฒนาแนวทาง ไปจนถึงการส่งมาสเตอร์ และให้คำแนะนำในเรื่องของกลยุทธการตลาด

ผลงานของวงออร์เคสตร้า London Symphony และ New York Philharmonic เป็นสิ่งที่ทำให้คริส เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ ซึ่งเขายังเป็นผู้รับผิดชอบทั้งในด้านการผลิต และการตลาดของงานบันทึกเสียงโดยศิลปินเพลงคลาสสิคที่มีชื่อเสียงระดับโลกได้แก่ Murray Perahia, John Williams, Yo Yo Ma, Joshua Bell, Viktoria Mullova, Barbara Bonney และอีกมากมาย

ผลงานเพลงแจ็สที่เรียกได้ว่าเป็นไฮไลท์ของเขาคือการได้ร่วมโปรดิวส์อัลบั้ลเพลงคลาสสิคแบบ Cross-Over ของ Vince Mendoza ที่ชื่อว่า Epiphany โดยเป็นการร่วมงานระหว่าง London Symphony Orchestra และเหล่าไอคอนวงการเพลงแจ๊สอย่าง  Michael Brecker, Peter Erskine, Kenny Wheeler, John Abercrombie, John Taylor และอีกมากมาย และในปี 2002 เขาได้รับหน้าที่เป็นโปรดิวส์เซอร์และดูแลเรื่องการตลาดงานอัลบั้มของ Charlie Watts มือกลองแห่งวง Rolling Stones  ซึ่งเป็นการบันทึกเสียงสดที่ Ronnie Scots Jazz Club ณ กรุงลอนดอน โดยศิลปินอื่นๆ ที่เขาได้รับโอกาสร่วมงานด้วยในลักษณะนี้ ได้แก่ Elton John, Sarah Brightman, Celine Dion, Tony Bennett, Alan Parsons, Joni Mitchell และอีกมากมาย เขายังเคยทำงานร่วมกับ Benny กับ Bjorn จาก Abba ใน West End ในฐานะวาทยกร และได้ร่วมงานในส่วนของโปรดักชั่นของ Miss Saigon, Les Miserables, Phantom of the Opera, Evita และ Jesus Christ Superstar คริสยังเคยร่วมโปรดิวส์อัลบั้ม Chris de Burgh 'Live in Bangkok' ที่เขารับหน้าเป็นวาทยกรและ Musical Director ของการแสดง ผลงานล่าสุดคือการโปรดิวส์อัลบั้ม Tlep ของ Sony BMG ซึ่งเป็นการร่วมงานกับ Karl Jenkins นักแต่งเพลงอันดับหนึ่งและ Marat Bisengaliev นักไวโอลินอัจฉริยะ

คริสยังเคยร่วมงานกับศิลปินดารานักแสดงในวงการภาพยนตร์และโทรทัศน์ เช่น Brooke Shields, Joanna Lumley, Rik Mayall, Stephen Fry, Christopher Lee, Dame Judi Dench, Patrick Stewart และอีกมากมาย

ในฐานะที่เป็นผู้อำนวยการผลิตผลงานชุดใหม่ของ John Willams มือกีต้าร์ชื่อดังระดับโลก (การแสดงคอนเสิร์ตร่วมกับ John Etheridge ไอคอนมือกีตาร์แจ๊ส) ทำให้คริสได้ครอบคลุมแนวดนตรีทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นเพลงคลาสสิกแบบดั้งเดิมไปจนถึงแจ๊สร่วมสมัยและป๊อป อีกทั้งยังประสบความสำเร็จในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยศิลปินแนวเพลงป๊อปตลอดยุค 90 ปลายๆ

กว่า 10 ปีที่ผ่านมา คริสเป็นผู้ดูแลงานบันทึกเสียงทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและเอเชียหลากหลายผลงาน ซึ่งทำให้เขาได้รู้จักกับศิลปินของแต่ละประเทศมากมาย สำหรับในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว  คริสโปรดิวส์งานเพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาแล้วกว่า 10 ผลงาน ซึ่งถือว่าเป็นจุดสำคัญที่สุดสำหรับตัวเขาเลย นอกจากนั้น คริสยังได้รับเลือกให้โปรดิวส์งานเพลงสำหรับเอเชียนเกมส์ ซึ่งก็คือเพลง “Reach For the Stars” ขับร้องโดย ทาทา ยัง ศิลปินของค่ายโซนี่ บีเอ็มจี ซึ่งมียอดขายทะลุ 2.3 ล้านแผ่นและพุ่งเข้าสู่อันดับที่ 1 ในป็อปชาร์ต และในช่วงฤดูร้อนของปี 2006 คริสโปรดิวส์ 2 อัลบั้ม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี – อัลบั้มแรกคือ Royal Philharmonic Orchestra และอีกอัลบั้มบันทึกเสียงในกรุงเทพฯ โดยเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ที่เรียบเรียงโดยฯพณฯ พลเรือตรี หม่อมหลวงอัศนี ปราโมช องคมนตรี ร่วมกับคณะนักดนตรีกลุ่มเครื่องสายวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ (Bangkok Symphony Orchestra)

นอกจากนี้ยังมีบทบาทในฐานะนักเขียนหนังสือเกี่ยวกับดนตรี โดยหนังสือของคริสจำนวน 3 เล่มได้ถูกนำไปแปลแล้วถึง 7 ภาษา และจัดจำหน่ายทั่วโลก หนังสือชุดแรกมีชื่อว่า Get Into Classical Music มาพร้อมกับแผ่นซีดีชื่อเดียวกันนั้น มีเพลงจาก Naxos catalogue และ เพลง Get Into Opera และ Get Into Jazz ที่ได้ร่วมผลิตกับ Sony และ Universal ตามลำดับ

ก่อนที่จะอุทิศเวลาให้กับกิจการบันทึกเสียงอย่างเต็มตัว คริสเคยเป็นที่รู้จักในฐานะนักเป่าคลาริเน็ตและแซกโซโฟนระดับต้นๆ ของสหราชอาณาจักร ที่มีทัวร์การแสดง และบันทึกเสียงอยู่ในวงออเคสตร้าชื่อดัง ของกรุงลอนดอน ไม่ว่าจะเป็น London Symphony Orchestra และ London Chamber Orchestra รวมไปถึงการร่วมงานกับScottish Chamber Orchestra, City of London Sinfonia และ Prometheus Ensemble (วงดนตรีแชมเบอร์ระดับต้นๆ ของอังกฤษ) ซึ่งคริสเองนั้นเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งและตำรงตำแหน่ง Artistic Director อยู่เป็นเวลาสิบปี

นอกจากจะเป็นนักดนตรี ผู้บริหารค่ายเพลง นักเขียน โปรดิวเซอร์ และซาวน์เอ็นเนียร์ ที่มีประสบการณ์แล้ว คริสยังเป็นโฆษกที่เป็นที่ต้องการทั้งในวิทยุและโทรทัศน์ อีกทั้งยังมีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ ให้กับหน่วยงานมากมาย (ตัวแทนทางธุรกิจ โทรทัศน์ วิทยุ สื่อออนไลน์ และสื่อต่างๆ) รวมถึงการเป็นกรรมการงานประกวดดนตรีนานาชาติทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Royal Philharmonic Society Prize, the Uralsk International Violin Competition, KPN Music Award งานประกวดดนตรีทั่วไป และงานประกวดนักแต่งเพลง อีกด้วย